| ผึ้งและผลิตภัณฑ์ของผึ้ง
ผึ้งและผลิตภัณฑ์ของผึ้ง
ผึ้ง
เป็นแมลงที่คุ้นเคยกับมนุษย์มากที่สุด กล่าวได้ว่า ผึ้งเป็นสัตว์ชนิดแรก
ที่สอนให้มนุษย์รู้จักกับ รสหวานตามธรรมชาติ สิ่งนั้นคือ น้ำผึ้งนั้นเอง
มนุษย์โบราณรู้จักลิ้มรสน้ำผึ้ง มานานนับหมื่นปีมาแล้ว
ตามหลักฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ ๗,๐๐๐ ปี ก่อนคริสตศักราชที่เป็น
ภาพวาดบนผนังถ้ำของยุคเมโซลิกธิก (Mesolithic) ในประเทศสเปญที่เป็น
คนกำลังปีนขึ้นไปตีรังผึ้ง ที่อยู่ในโพรงไม้ และเก็บน้ำผึ้งใส่หม้อดิน
ภาพนี้แสดงว่า ผึ้งเป็นอาหารที่มีความหวาน จากธรรมชาติชนิดแรก
ที่มนุษย์รู้จักเก็บนำมาใช้ ก่อนที่จะรู้จักน้ำตาลจากพืช
ที่ใช้กันในปัจจุบันนี้
เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักเขียนหนังสือ เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว
ในประเทศอียิปต์โบราณได้ใช้ ตัวอักษรฮีโรกลิฟส์ (Hieroglyphs)
จารึกเรื่องราวเกี่ยวกับผึ้งเป็นครั้งแรก พบว่า ในสมัยของพระเจ้าเมนิส (Menes)
แห่งเมืองอบิโดส (Abydos) กษัตริย์พระองค์นี้
ได้รวมประเทศอียิปต์ตอนบนและอียิปต์ตอนล่าง เป็นประเทศเดียวกัน
พระองค์ได้นำสัญญลักษณ์ของอียิปต์ตอนล่าง เป็นรูปตัวผึ้ง
และอิยิปต์ตอนบนเป็นรูปต้นอ้อ มารวมกัน
ใช้เป็นเครื่องหมายประจำตำแหน่งขององค์ฟาโรห์ ในขณะนั้น
ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักเลี้ยงผึ้ง มนุษย์ได้น้ำผึ้งมาจากการตีผึ้งในป่า
ซึ่งนอกจากน้ำผึ้งแล้ว ยังได้รวงผึ้งซึ่งประกอบด้วยไขผึ้ง ที่นำมาทำเทียนไข
ใช้จุดให้แสงสว่างกันมาช้านาน จนถึงปัจจุบันยังนิยมใช้ในชนบทที่ไม่มีไฟฟ้า
ตลอดจนใช้ในวัดและโบสถ์ เพื่อประกอบศาสนกิจต่าง ๆ อีกด้วย
สรรพคุณของน้ำผึ้งได้มีจารึกไว้ ในประวัติศาสตร์ ทั้งในประเทศอียิปต์ กรีก โรมัน
อินเดียและประเทศจีน มานานนับพันปี กล่าวถึง ประโยชน์ของน้ำผึ้งในทางคุณค่าของอาหาร
ยารักษาโรค และใช้ประกอบทำเครื่องสำอาง นอกจากนั้น ในการสงครามใช้ผึ้งต่อยศัตรู
และได้มีการตัดหัวศัตรู ดองเก็บในน้ำผึ้งด้วย
ทั้งนี้เพราะน้ำผึ้งมีคุณสมบัติใช้ดองของสด
กันความเน่าเปื่อยได้เป็นเวลานาน
ในประเทศจีน
ได้มีการจารึกเกี่ยวกับการใช้น้ำผึ้ง และตีผึ้งป่ามานานกว่า ๓,๐๐๐ ปี มาแล้ว
แต่เริ่มเลี้ยงผึ้งโพรงกันจริงจังเมื่อประมาณ ๓๐๐ ปีมานี้เอง
โดยนำผึ้งจากในป่ามาเลี้ยงกันตามบ้าน
และเก็บน้ำผึ้งมาใช้เมื่อมีน้ำผึ้งเต็มรัง
ความสนใจในเรื่องผึ้งของคนไทย มีมานานหลายร้อยปี ดังมีหลักฐานจากศิลาจารึก
หลังแรกพบพยัญชนะไทยเพียง 39 ตัว ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้มีตัว ผ
แล้ว ซึ่งเราอ่านว่า ผ-ผึ้งทำรัง ทั้งยังมีจารึกบนศิลาหลังที่สอง
ที่พบที่วัดศรีชุม กล่าวถึงเรื่องฝูงผึ้ง และผึ้งในนิทานชาดก
ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย (พ.ศ. ๑๘๙๐-๑๙๒๐) นอกจากนั้น สิ่งที่ยืนยันได้แน่นอนคือ
ยาไทยนั้นใช้ผสมกับน้ำผึ้ง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาแต่โบราณ
ดังนั้นคนไทยคงจะบริโภคน้ำผึ้ง มานานหลายร้อยปีมาแล้วเช่นกัน
ปัจจุบัน
อุตสาหกรรมน้ำผึ้งนับว่าเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง ของโลก ประมาณว่า
น้ำผึ้งทั้งหมดในโลกปีหนึ่งผลิตได้ กว่า ๘๐๐,๐๐๐ ตัน น้ำผึ้งเหล่านี้ เป็นวัตถุดิบ
ในการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ขนมปัง ลูกกวาด เครื่องดื่ม และยา
โดยเฉพาะในประเทศจีนประเทศเดียว สามารถผลิตน้ำผึ้งได้ถึง ๑๒๐,๐๐๐ ตัน
จีนเป็นประเทศที่ใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้ง มากที่สุด นอกจากเพื่อการบริโภคโดยตรงแล้ว
ยังสามารถผลิตยาสมุนไพรผสมน้ำผึ้ง มากกว่า ๑๐๐ ชนิด มีสรรพคุณในการรักษาโรค
รวมทั้งเป็นยาบำรุงกำลังและยาอายุวัฒนะต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด
มีมูลค่าเป็นเงินของการส่งออก ประมาณ ๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านบาท
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗) ในขณะที่ มูลค่าน้ำผึ้งที่ใช้ในโลกจากประเทศต่าง ๆ รวมเป็นเงินถึง
๙๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ ๒๐,๗๐๐ ล้านบาท ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖
ประเทศที่ส่งออกมากที่สุด มี ๓ ประเทศคือ จีน รัสเซียและสหรัฐอเมริกา
ผลิตภัณฑ์ของผึ้ง
ผึ้ง
เป็นแมลงที่มีประโยชน์แก่มนุษย์ ทั้งในด้านช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชผล
โดยช่วยในการผสมเกสร และยังจัดเป็นแมลงอุตสาหกรรม
ที่ให้ผลผลิตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ หลายชนิดได้แก่ น้ำผึ้ง ไขผึ้ง รอแยลเจลลี่
เกสร พรอพอลิสหรือยางไม้ และพิษของผึ้ง
น้ำผึ้ง (Honey)
น้ำผึ้ง
เป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้ และจากแหล่งน้ำหวานอื่น ๆ ที่ผึ้งนำมาเก็บสะสมไว้
และผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี และกายภาพบางประการ แล้วสะสมไว้ในรังผึ้ง
หลักฐานทางโบราณคดีบ่งให้ทราบว่า มนุษย์รู้จักน้ำผึ้งมาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราช
๗,๐๐๐ ปี และเชื่อกันว่า น้ำผึ้งเป็นอาหารที่ให้ความหวานที่เก่าแก่ที่สุด
ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักปลูกพืช เพื่อผลิตน้ำตาล
ในสมัยอียิปต์โบราณได้มีบันทึกในม้วนกระดาษ ปาริรัส
อ้างถึงน้ำผึ้งว่าเป็นยารักษาโรค และเป็นองค์ประกอบของยารักษาโรคที่สำคัญ ๆ
หลายชนิด ในมหากาพย์ของชนชาวเฮบรู ก็ได้อ้างถึงดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้ง
นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังถูกเอ่ยถึงในคัมภีรไบเบิ้ล และในพระไตรปิดกของพุทธศาสนา
ตอนที่พระพุทธเจ้าประทับในป่านอกเมือง
และมีลิงมาถวายน้ำผึ้งพร้อมกับรวงผึ้ง
สรรพคุณของน้ำผึ้ง ได้ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ยุคโบราณ ชาวกรีกจะดื่มน้ำผึ้ง
ก่อนลงแข่งขันกีฬาโอลิมปิค เพราะเชื่อว่า น้ำผึ้งช่วยขจัดความเมื่อยล้าได้
แพทย์ชาวอียิปต์โบราณ ก็ได้ใช้น้ำผึ้งช่วยสมานแผลในการผ่าตัด เพื่อฆ่าเชื้อโรค
ก่อนที่จะรู้จักกับแบคทีเรียเสียด้วยซ้ำ ซึ่งในปัจจุบัน เราก็ได้ทราบดีแล้วถึง
คุณสมบัติของน้ำผึ้ง ในการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
เนื่องมาจากการที่น้ำผึ้งมีความชื้นน้อย มีแรงดูดซึม (osmotic pressure) สูง
ดังนั้น จึงดูดซึมน้ำจากเซลล์จุลินทรีย์ต่าง ๆ ออกมาหมด ทำให้เชื้อโรคตายได้
นอกจากนี้ การที่น้ำผึ้งสามารถละลายน้ำได้ง่าย จึงทำให้
นำมาใช้เป็นยาสมานแผลได้อย่างดีเยี่ยม
น้ำผึ้งมีลักษณะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำหวานจากดอกไม้ ที่ผึ้งเก็บมาทำเป็นน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งที่ได้จากธรรมชาติจะมีรสหวานจัด กลิ่นหอม มีสีเหลืองอ่อน ๆ
จนถึงสีน้ำตาลเข้ม แล้วแต่แหล่งที่ได้มา ในประเทศไทย
ผึ้งที่ให้น้ำผึ้งตามธรรมชาติได้แก่ ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม และผึ้งหลวง ในปัจจุบันนี้
มีผู้รู้คุณค่าของน้ำผึ้งกันกว้างขวาง มีผู้นิยมรับประทานน้ำผึ้งกันมากขึ้น
จนทำให้ผลผลิตตามธรรมชาติมีไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงมีการเลี้ยงผึ้งเป็นอุตสาหกรรม
ผึ้งที่นำมาเลี้ยงเป็นผึ้งโพรง และผึ้งพันธุ์ (พันธุ์จากต่างประเทศ)
น้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งเลี้ยงนี้ มีคุณสมบัติ ทัดเทียมกับน้ำผึ้งที่ได้ตามธรรมชาติ
ถ้าเลี้ยงอย่างถูกต้อง และยังสามารถเจาะจงให้ได้น้ำผึ้ง
จากแหล่งของเกสรดอกไม้ตามความต้องการ เช่น จากสวนลำไย ลิ้นจี่ เป็นต้น โดยที่
ผึ้งจะได้รับการดูแล เอาใจใส่ ไม่ให้ขาดอาหาร ทำให้ได้น้ำผึ้ง
มากกว่าผึ้งที่หาอาหารตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันน้ำผึ้งยังมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาล ดังนั้น
จึงทำให้มีการปนปลอมน้ำผึ้งขึ้น โดยการนำน้ำเชื่อมมาแต่งกลิ่น และเติมกลิ่น
และเติมแบะแซเพื่อให้ดูข้น หรือนำน้ำเชื่อมมาย่อยให้มีส่วนประกอบคล้ายน้ำผึ้ง
แล้วแต่งกลิ่น
ลักษณะน้ำผึ้งที่ดี ควรมีลักษณะข้นหนืด ซึ่งแสดงว่ามีน้ำน้อย มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้ง
และดอกไม้ตามแหล่งที่ได้มา ไม่มีฟองอันเนื่องมาจากการบูด
สะอาดไม่มีไขผึ้งหรือตัวผึ้งปน ใส มีสีเหลืองอ่อน ๆ ถึงสีน้ำตาล
สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการรับประทานน้ำผึ้ง สามารถพิสูจน์ได้ง่าย ๆ จากการดูลักษณะ
ดมกลิ่น และชิม แต่ถ้าไม่คุ้นเคยก็เป็นการยาก นอกจากจะใช้การวินิจฉัย
โดยการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ การผลิตน้ำหวานของพืชจะขึ้นกับ
ขบวนการสังเคราะห์แสง การขนส่งน้ำตาล การหายใจ และการเจริญเติบโตในพืช
น้ำตาลที่จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำหวาน จะถูกเก็บในใบไม้ใกล้ ๆ ต่อมน้ำหวาน
ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อสภาพแวดล้อม เปลี่ยนไป เช่น ความชื้นสัมพันธ์
ความเข้มของแสง อุณหภูมิ ความชื้นในดิน และการเกิดผลของต้นไม้ เป็นต้น นอกจากนี้
การสร้างน้ำหวาน ยังแตกต่างไปในแต่ละชนิดของดอกไม้ อายุของดอกไม้
และช่วงเวลาในแต่ละวันด้วย ดอกไม้บางชนิดจะมีน้ำหวานเฉพาะในเวลาเช้า หรือในเวลาบ่าย
แต่อีกชนิดอาจจะผลิตน้ำหวานได้ตลอดวัน
น้ำหวานจะประกอบไปด้วยเกลือแร่ต่าง ๆ รวมทั้งสารประกอบของไนโตรเจน วิตามิน
และรงควัตถุของพืช สำหรับน้ำตาลนั้นจะมีปริมาณตั้งแต่ ๕%-๘๐% ซึ่งส่วนใหญ่
จะเป็นส่วนผสมของน้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตส
เมื่อดอกไม้
ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของผึ้งแตกต่างออกไป ดังนั้น น้ำผึ้งที่ได้จึงมีกลิ่น รสชาติ
และสีสันแตกต่างกันออกไปด้วย เช่น น้ำผึ้งที่ได้จากดอกลำไยจะมีสีเข้ม
กว่าน้ำผึ้งที่ได้จากดอกลิ้นจี่ ดอกเงาะ ดอกทุเรียน ดอกนุ่น หรือจากใบยางพารา
เป็นต้น
นอกเหนือจากความแตกต่างในเรื่อง รส กลิ่น และสีของน้ำผึ้งแล้ว
น้ำผึ้งจากดอกไม้ต่างชนิดกัน ยังมี องค์ประกอบของน้ำตาลแตกต่างกันไปด้วย เช่น
สัดส่วนของน้ำตาลกลูโคส และน้ำตาลฟรุคโตส ไม่เท่ากัน ฉะนั้น
น้ำผึ้งที่มาจากแหล่งต่าง ๆ จะมีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น สี กลิ่น รส
หรือคุณสมบัติในการตกผลึก เราอาจจะพบว่า ผึ้งที่ได้จากการเลี้ยงผึ้งในสวนยางพารา
สามารถตกผลึกได้ทั้งหมด เมื่อนำไปแช่ในตู้เย็นหลายชั่วโมง ในขณะที่
น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ตกผลึกได้น้อยกว่า หรือน้ำผึ้งจากลำใย และนุ่น
ไม่ค่อยตกผลึกเลยในสภาพเดียวกัน เป็นต้น
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม
ได้จัดทำมาตรฐานน้ำผึ้งขึ้น
สำหรับเป็นมาตฐานของน้ำผึ้งที่มีจำหน่าย
ในประเทศไทย เพื่อความมั่นใจว่า
น้ำผึ้งที่ซื้อมารับประทานเป็นของแท้
ควรเลือกซื้อ
ชนิดที่มีเครื่องหมายมาตรฐานแสดงไว้ที่สลาก
หรือจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
จะได้รับประทานน้ำผึ้งที่มีคุณประโยชน์
มากกว่ารับประทานน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้งปลอมปน
ไขผึ้งหรือขี้ผึ้ง (wax)
ไขผึ้งหรือขี้ผึ้ง เป็นรังของผึ้ง
ที่เอามาหุงเพื่อใช้ในการต่าง ๆ เช่น การผลิต สีผึ้ง เทียนไข เป็นต้น โดยทั่วไป
ไขผึ้งหรือขี้ผึ้งเป็นของแข็ง มีลักษณะอ่อนนิ่มเป็นมัน
เมื่อได้รับความร้อนเพียงเล็กน้อยจะอ่อนตัว และหลอมเป็นของเหลวได้ง่าย
ไขผึ้งหรือขี้ผึ้งที่หลอมเหลว
จะกลับมีคุณสมบัติดังเดิมได้เมื่อเย็นตัวลง
รอแยลเจลลี่ (royall jelly)
รอแยลเจลี่ คือ
สิ่งที่ขับออกมาจากต่อมอาหาร (food gland) ซึ่งอยู่ในส่วนหัวของผึ้งงาน
โดยเฉพาะผึ้งงานที่มีอายุ ๕-๑๕ วัน เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
เมื่อผึ้งงานให้อาหารนี้แก่ตัวอ่อนเพศเมีย ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มฟักออกจากไข่
จนกระทั่งเข้าดักแก้ตัวอ่อนนั้น
จะเจริญเติบโตกลายเป็นผึ้งแม่รัง รอแยลเจลลี่อุดมไปด้วยไวตามินบี นอกจากนั้นยังมีไวตามิน ซี และ ดี อีกด้วย
แต่จะไม่มีไวตามินอี
นมน้ำผึ้ง (honey royal jelly)
นมน้ำผึ้ง เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและยาชนิดใหม่
ที่ผสมรอแยลเจลลี่ (royal jelly) ด้วยน้ำผึ้ง (honey)
นมน้ำผึ้งเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง และราคาแพงมากในประเทศจีน
คุณสมบัติของนมน้ำผึ้งมีลักษณะคล้ายครีม ผสมปนในน้ำผึ้ง มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง
และมีรสหวานแหลม
หน่วยวิจัยชีววิทยาของผึ้ง (Bee Biology Research Unit)
ได้ผลิตนมน้ำผึ้งขึ้นด้วยวิธีการที่สะอาด ถูกต้องตามหลักวิชาการจากรอแยลเจลลี่
และน้ำผึ้งบริสุทธิ ที่ได้จากศูนย์วิจัยผึ้งพรหมพร
ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยภาคสนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รอแยลเจลลี่
(นมผึ้ง) คืออาหารตัวอ่อนของผึ้งนางพญา มีลักษณะเหมือนครีมข้นสีขาว
ผลิตจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ (hypopharyngeal gland) ของผึ้งงาน
รังผึ้งรังหนึ่งที่มีผึ้งงานมากกว่า ๖๐,๐๐๐ ตัว สามารถผลิตรอแยลเจลลี่ได้เพียงวันละ
๕-๑๐ กรัมเท่านั้น ทำให้ราคารอแยลเจลลี่แพงมาก (๕,๐๐๐ บาทต่อ กก.)
และต้องเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียส ก่อนนำมารับประทานสด
หรือนำมาใช้ทำยาและเครื่องสำอาง รอแยลเจลลี่เสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็ว
ถ้าโดนแสงแดดและทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง รอแยลเจลลี่สดมีรสประหลาดไม่น่ารับประทาน
ถ้าบูดเสียจะเหมือนนมเน่า
การวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า รอแยลเจลลี่ประกอบด้วย น้ำร้อยละ ๖๖.๐๕ โปรตีนร้อยละ
๑๒.๓๔ ไขมัน ร้อยละ ๕.๔๖ แร่ธาตุร้อยละ ๐.๘๒ โดยน้ำหนัก นอกจากนั้นพบ ฟอสโฟลิปิค,
อเซทิลโคลีน, ฮอร์โมน และเอนไซม์บางชนิด รวมทั้งวิตามินต่าง ๆ เช่น
วิตามินบีค่อนข้างสูง วิตามินซี และวิตามินดี แต่ขาดวิตามีนอี ดังนั้น
เมื่อผสมกับน้ำผึ้งจะเพิ่มน้ำตาล และธาตุอาหารอื่น ๆ จากน้ำผึ้ง
ทำให้มีรสหวานชวนรับประทานมากขึ้น
สืบเนื่องมาจาก
ความเชื่อของคนจีนโบราณ ที่ต้องการมีอายุยืนยาวเหมือนผึ้งนางพญา
เพราะผึ้งนางพญาตัวอ่อน กินรอแยลเจลลี่มากกว่าผึ้งทั้งหมดในรังผึ้ง
ทำให้นางพญามีลักษณะตัวใหญ่สวยงาม มีอายุยืนกว่าผึ้งงานและผึ้งตัวผู้หลายเท่า
นอกจากจะเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ร่างกายสดชื่นแล้ว
ตำรายาจีนยังเชื่อว่ามีผลต่อการรักษา ในโรคทางเดินอาหาร บำรุงกำลัง บำรุงประสาท
บำรุงไขข้อ และบำรุงตับสำหรับคนเป็นโรคตับอักเสบอีกด้วย อย่างไรก็ตาม
ยังไม่พบการยืนยันทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์
นมน้ำผึ้ง
เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและยา ใช้รับประทานครั้งละหนึ่งช้อน (๒๐ กรัม)
ก่อนอาหารเช้าและก่อนนอนกลางคืน หรือใช้ผสมกับนมอุ่น น้ำถั่วเหลือง ตามเวลาดังกล่าว
การเก็บนมน้ำผึ้งควรเก็บไว้ในที่เย็น เช่น ตู้เย็นและไม่โดนแสงแดด
แต่ไม่ต้องแช่แข็งเหมือนรอแยลเจลลี่สด
พรอพอลิส (propolis) หรือยางไม้
พรอพอลิส คือสารเหนียวหรือยางเหนียว ๆ
ที่ผึ้งเก็บมาจากตา หรือเปลือกของต้นไม้ เพื่อใช้ปิดรอยโหว่ของลังเลี้ยง
และห่อหุ้มศัตรูที่ถูกผึ้งฆ่าตายในรังผึ้ง แต่ไม่สามารถนำออกไปทิ้งนอกรังผึ้งได้
เพื่อไม่ให้เกิดการเน่าเหม็นในรังผึ้ง พรอพอลิสที่ได้จากผึ้งจะมีคุณสมบัติเป็น
สารฆ่าเชื้อโรค (antiseptic) ด้วย
เกสร (pollen)
เกสร คือ เซลสืบพันธุ์เพศผู้ของดอกไม้
ที่ผึ้งไปเก็บรวบรวม โดยการ เข้าไปคลุกเคล้ากับอับเกสร ให้เกสรติดตามตัว
และใช้ขาปัดเขี่ยรวมกันเป็นก้อนติดไว้ ที่ขาหลังบริเวณอวัยวะที่เรียกว่า
ตะกร้าเก็บเกสร และขนบินกลับมาเก็บยังรัง เพื่อเป็นอาหารประเภทโปรตีน
สำหรับประชากรในรัง และโดยเฉพาะใช้เลี้ยงตัวอ่อน เกสรที่นำมาบ่มในรังจนผนังเกสรนุ่ม
จะถูกนำไปเลี้ยงผึ้งงานตัวอ่อน ที่มีอายุมากกว่า ๓ วัน โดยบดผสมกับ รอแยลเจลลี่
องค์ประกอบในเกสรพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว มีโปรตีนเป็นพื้นฐาน
และมีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรท เอ็นไซม์ แร่ธาตุต่าง ๆ และวิตามิน
ในต่างประเทศ มีการดักเก็บเกสรที่ผึ้งขนเข้ารัง
และนำเกสรไปทำให้แห้ง โดยกรรมวิธีที่ไม่สูญเสียค่าทางอาหาร เกสรเหล่านี้
มีผู้นิยมรับประทาน โดยชงกับกาแฟ หรือเครื่องดื่ม ซึ่งให้ประโยชน์มาก
พิษผึ้ง (bee venom)
พิษผึ้ง คือ สารประกอบโปรตีน
ที่ผึ้งปล่อยออกมาจากต่อมสร้างพิษ ผ่านออกทางเหล็กในของผึ้ง
ผึ้งงานเมื่อเกิดขึ้นมาในระยะแรกนั้น ยังสร้างพิษไม่ได้ แต่ในช่วงอายุ ๑๐-๑๔ วัน
ปริมาณพิษผึ้งมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะทำหน้าที่ในการป้องกันรังจากศัตรู
องค์ประกอบทางเคมีของพิษผึ้ง มีคุณค่าทางแพทย์ เช่น ฮีสตามีน (histamine)
เชอโรโตนิน (serotonin) โดพามีน (dopamine) ฯลฯ และนอกจากนี้
ยังมีกรดอะมิโนและเอ็นไซม์ เป็นองค์ประกอบเล็กน้อย
****************************************
ที่มา: หลักการเลี้ยงและขยายพันธ์ผึ้งในประเทศไทย โดย สิริวัฒน์
วงษ์ศิริ, ยงยุทธ ไวคกุล และแสนนัด หงษ์ทรงเกียรติ จัดพิมพ์โดย:
สมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
|